Contrast
d31ce94c9fa24e95aa64a23bea955192.jpg

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเกี่ยวกับคดีสำคัญ จำนวน 1 เรื่อง

จากไชต์: สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 7
จำนวนผู้เข้าชม: 17

09/01/2569

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเกี่ยวกับคดีสำคัญ จำนวน 1 เรื่อง

 

วันนี้ (9 มกราคม 2569) สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 7 เปิดเผยเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ จำนวน 1 เรื่อง ดังนี้

 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นเพื่อดำเนินการไต่สวน กรณีกล่าวหานายอลงกรณ์ ตะพัง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพังตรุ กับพวก ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2558 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ.ศ. 2567 ในการจัดซื้อเครื่องดื่มและดอกไม้ประดับ ในโครงการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระชนมพรรษา 88 พรรษา 5 ธันวาคม 2568

 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้

นายอลงกรณ์  ตะพัง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จากการไต่สวนเบื้องต้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในการจัดซื้อเครื่องดื่มและดอกไม้ประดับในโครงการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีการดำเนินการครบถ้วนและมีการส่งมอบพัสดุที่จัดซื้อจริง โดยที่ราคาพัสดุดังกล่าวไม่สูงกว่าราคาท้องตลาด ทั้งจากการไต่สวนเบื้องต้นไม่ปรากฏว่า นายอลงกรณ์ ตะพัง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้รับประโยชน์อย่างใดจากการดำเนินโครงการดังกล่าวอันจะถือว่าเป็นการกระทำโดยทุจริต แต่การที่นายอลงกรณ์ ตะพัง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพังตรุ ได้ลงนามอนุมัติจัดซื้อดอกไม้ประดับและเครื่องดื่มย้อนหลัง ทั้งที่โครงการดังกล่าวได้เสร็จสิ้นไปแล้ว และทราบดีว่าผู้รับจ้างไม่ได้มีอาชีพขายดอกไม้ประดับและเครื่องดื่ม แต่กลับลงนามอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้าง เห็นว่า เป็นการกระทำโดยมีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงเห็นว่า การกระทำของนายอลงกรณ์ ตะพัง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหาข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลความผิด ฐานกระทำการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 92

 

นางสาวพรรณรดา ตวงวุฒิกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นางสาวเพ็ญศิริ หล่อศิลาทอง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 และนายวิทยา เสือส่าน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6

                   

จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี และนโยบายของรัฐบาล โดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดกาญจนบุรี เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย พ.ศ.2558 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2558 ข้อ 10 วรรคหนึ่ง

                   

นางณภัทร  ตะพัง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4

                   

กรณีสั่งการให้นางสาวสกาวเดือน ชีพนุรักษ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 ในฐานะผู้ช่วยเจ้าหน้าที่พัสดุ ดำเนินการจัดซื้อเครื่องดื่มและดอกไม้ประดับกับ นายบุญ สำเนียงล้ำ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 11 ผู้รับจ้าง

                   

จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี และนโยบายของรัฐบาล โดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดกาญจนบุรี เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย พ.ศ.2558 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2558 ข้อ 10 วรรคหนึ่ง

                   

กรณีดำเนินการในฐานะคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ

                   

การกระทำของนางณภัทร ตะพัง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และ (4) ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172)  และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดกาญจนบุรี เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย พ.ศ.2558 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2558 ข้อ 7 วรรคสอง ข้อ 10 วรรคสอง และข้อ 23 วรรคสอง

                   

นายพงษ์ศักดิ์  ยอดยา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5

                   

กรณีดำเนินการในฐานะคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ

                   

การกระทำของนายพงษ์ศักดิ์ ยอดยา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูลให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี และนโยบายของรัฐบาล โดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดกาญจนบุรี เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย พ.ศ.2558 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2558 ข้อ 10 วรรคหนึ่ง

                   

กรณีดำเนินการในฐานะผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลการใช้รถยนต์ส่วนกลางขององค์การบริหารส่วนตำบลพังตรุ

                   

การกระทำของนายพงษ์ศักดิ์ ยอดยา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 จากการไต่สวนเบื้องต้น ปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายพงษ์ศักดิ์ ยอดยา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการใช้รถยนต์
ส่วนกลางขององค์การบริหารส่วนตำบลพังตรุ หมายเลขทะเบียน กง 19 กาญจนบุรี และหมายเลขทะเบียน บบ 7615 ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้รถยนต์ส่วนกลางขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2558 ประกอบประกาศองค์การบริหารส่วนตำบลพังตรุ งานควบคุมดูแลรักษารถส่วนกลาง กลับปล่อยให้นายบุญ สำเนียงล้ำ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 11 ได้ใช้รถยนต์ของทางราชการไปซื้อดอกไม้ประดับ โดยมีเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลพังตรุเป็นผู้ขับรถยนต์ของทางราชการ รวมทั้งไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตใช้รถยนต์ของทางราชการ และไม่กรอกรายละเอียดการใช้รถยนต์ อีกทั้งยังปล่อยให้นายนำชัย บุญจีน ใช้รถยนต์ของทางราชการในวันที่ 3 - 5 ธันวาคม 2558 โดยไม่ได้ขออนุญาตใช้รถยนต์ และไม่ได้ลงรายละเอียดการใช้รถยนต์ในเล่มการใช้รถยนต์ เห็นว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความเอาใจใส่ ขาดความละเอียดรอบคอบ และไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการใช้และรักษารถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2558 อันเป็นความผิดทางวินัย  จึงให้ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนดำเนินการทางวินัยไปตามหน้าที่และอำนาจ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 64

                   

ส่วนนางชัญญานุช  ดอนเทียนพวง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

                   

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัย ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับ นางณภัทร  ตะพัง ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยกับ นางสาวพรรณรดา  ตวงวุฒิกุล นางสาวเพ็ญศิริ หล่อศิลาทอง นางณภัทร ตะพัง นายพงษ์ศักดิ์ ยอดยา และนายวิทยา เสือส่าน และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจกับ นายอลงกรณ์  ตะพัง ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561มาตรา 91 (1) และ (2) มาตรา 98 และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป และให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ

 

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

 

***การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุดผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด***

Related