จากไชต์: สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ
จำนวนผู้เข้าชม: 2647
สำนักงาน ป.ป.ช. ให้ความสำคัญกับการปกปิดข้อมูลของพยานหรือผู้แจ้งเบาะแสเป็นอย่างยิ่ง โดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 36 ได้กำหนดห้ามไม่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พนักงานเจ้าหน้าที่ และบุคคลซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งหรือมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เปิดเผยข้อมูลที่เป็นรายละเอียดของผู้กล่าวหา ผู้แจ้งเบาะแส และผู้ซึ่งเป็นพยาน หรือกระทำการอันใดอันจะทำให้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลดังกล่าว และ มาตรา 37 ได้กำหนดบทลงโทษในกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 36 กล่าวคือ หากตรวจสอบพบว่ามีการเปิดเผยข้อมูลอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 36 ให้เลขาธิการดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาตัวผู้เปิดเผยข้อมูลโดยเร็ว หากตรวจสอบพบให้ดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ที่เปิดเผยข้อมูล หากเป็นกรณีที่กระทำโดยจงใจให้ถือว่าเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมาตรา 180 ได้กำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ที่เปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ที่เป็นการเปิดเผยชื่อและที่อยู่ของผู้กล่าวหา หรือชื่อและที่อยู่ของผู้ชี้ช่อง แจ้งเบาะแส หรือให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท
แต่ก็มีบางกรณีที่ข้อมูลของพยานหรือผู้แจ้งเบาะแสได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนโดยเหตุสุดวิสัย (เช่น ผู้ถูกกล่าวหาขอคัดสำนวนการไต่สวนของสำนักงาน ป.ป.ช. ในชั้นศาล หรือ ทราบจากบุคคลภายนอก) หรือโดยความตั้งใจของพยานหรือผู้แจ้งเบาะแสเอง จนทำให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทราบว่าบุคคลใดเป็นพยานหรือผู้แจ้งเบาะแสในคดีทุจริต และอาจทำให้เกิดความโกรธเคืองหรือ
ไม่พอใจต่อผู้ที่มาเป็นพยานหรือผู้ที่แจ้งเบาะแสได้ กรณีนี้ หากสำนักงาน ป.ป.ช. เห็นว่าพยานหรือผู้แจ้งเบาะแสไม่ได้รับความปลอดภัยหรือถูกกลั่นแกล้งในการปฏิบัติงานในหน้าที่ หรือมีผู้ร้องขอคุ้มครองช่วยเหลือพยานเมื่อเกิดกรณีดังกล่าว ทางสำนักงาน ป.ป.ช. โดยสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ ซึ่งเป็นสำนักที่มีภารกิจในการคุ้มครองช่วยเหลือพยานก็จะดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ไม่ได้รับความปลอดภัยหรือผู้ที่ถูกกลั่นแกล้ง นั้น รวมทั้งให้ความคุ้มครองช่วยเหลือแก่ครอบครัวหรือผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานหรือผู้แจ้งเบาะแสด้วย และในบางกรณีทางสำนักงาน ป.ป.ช. อาจขอความร่วมมือจากสำนักงานคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการให้ความคุ้มครองช่วยเหลือแก่บุคคลดังกล่าว
---------------
"วิธีที่ใช้ในการคุ้มครองช่วยเหลือพยาน"
สำหรับวิธีการที่จะนำมาใช้ในการคุ้มครองช่วยเหลือพยาน นั้น พิจารณาตามความร้ายแรงหรือความจำเป็นเร่งด่วนของพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นกับพยานหรือผู้แจ้งเบาะแส เช่น จัดพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ความคุ้มครอง ณ ที่พักอาศัยหรือสถานที่ที่พยานร้องขอ โดยที่ผ่านมาสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ขอความร่วมมือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มอบหมายเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ที่พยานพักอาศัยเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยแก่พยาน, จัดให้พยานอยู่หรือพักอาศัยในสถานที่ที่สำนักงานกำหนด, ประสานการปฏิบัติงานไปยังต้นสังกัดของพยานในการพิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่พยาน หรือกำกับ ดูแล ควบคุมสั่งการพยาน โดยยึดหลักกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อบัญญัติ ประกาศ หรือคำสั่งของทางราชการ รวมทั้งจริยธรรมต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีมาตรการพิเศษในการคุ้มครองช่วยเหลือพยาน เช่น ย้ายที่อยู่หรือจัดหาที่พักอันเหมาะสมให้แก่พยาน (safe house) หรือ จ่ายค่าเลี้ยงชีพที่สมควรแก่พยาน สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน เป็นต้น
ทั้งนี้ หากในกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน สำนักงาน ป.ป.ช. โดยอำนาจของเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถจัดให้มีมาตรการคุ้มครองช่วยเหลือแก่ผู้ที่ไม่ได้รับความปลอดภัยหรือผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งหรือได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมเป็นการชั่วคราวในทันที ก่อนที่จะนำเสนคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อมีมติ ตามที่เห็นสมควรก่อนได้ ตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการคุ้มครองช่วยเหลือพยาน พ.ศ. 2562 ข้อ 12
นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการคุ้มครองช่วยเหลือพยานในคดีทุจริต ซึ่งในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวจำเป็นต้องมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการคุ้มครองพยานโดยตรง คือ สำนักงานคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้น จึงมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานการให้ความคุ้มครองช่วยเหลือพยาน ระหว่าง สำนักงาน ป.ป.ช. กับสำนักงานคุ้มครองพยาน และระหว่างสำนักงาน ป.ป.ช. กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีเจตนารมณ์เพื่อร่วมกันดำเนินการคุ้มครองช่วยเหลือพยานให้ได้รับความปลอดภัยและให้พยานในคดีทุจริตเกิดความเชื่อมั่นในการเข้ามาให้ข้อมูลหรือแจ้งเบาะแสการทุจริตเพื่อนำคนผิดมาลงโทษ
---------------
"กระบวนการคุ้มครองช่วยเหลือพยานของสำนักงาน ป.ป.ช. ตามมาตรา 131"
เมื่อมีผู้ร้องขอคุ้มครองช่วยเหลือพยาน หรือในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าคดีใดสมควรจัดให้มีมาตรการคุ้มครองช่วยเหลือพยานแก่ ผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย ผู้ทำคำร้อง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้ให้ถ้อยคำหรือผู้ที่แจ้งเบาะแสหรือข้อมูลใดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาตรา 131 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 กำหนดให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ความคุ้มครองช่วยเหลือแก่บุคคลดังกล่าว โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม และในกรณีที่ ผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย ผู้ทำคำร้อง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้ให้ถ้อยคำหรือผู้ที่แจ้งเบาะแสหรือข้อมูลใดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถูกกลั่นแกล้งหรือได้รับการปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมในการปฏิบัติงานในหน้าที่ อันเนื่องจากการกล่าวหาหรือให้ถ้อยคำหรือแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลนั้น สามารถร้องขอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ความคุ้มครองการปฏิบัติงานในหน้าที่แก่บุคคลดังกล่าวได้ ตามมาตรา 133 โดยมีกระบวนการคุ้มครองช่วยเหลือพยาน ดังนี้
- กรณีที่กำหนดให้นำมาตรการทั่วไปมาใช้ในการคุ้มครองช่วยเหลือแก่ผู้ร้องขอจะใช้วิธีการตามระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าด้วยการคุ้มครองช่วยเหลือพยาน ข้อ 14 เช่น จัดพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ความคุ้มครอง ณ ที่พักอาศัยหรือสถานที่ที่พยานร้องขอ หรือจัดให้พยานอยู่หรือพักอาศัยในสถานที่ที่สำนักงานกำหนด เป็นต้น
- กรณีที่กำหนดให้นำมาตรการพิเศษมาใช้ในการคุ้มครองช่วยเหลือแก่ผู้ร้องขอ จะใช้วิธีการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565) เช่น ย้ายที่อยู่หรือจัดหาที่พักอันเหมาะสมให้แก่พยาน (safe house) หรือ จ่ายค่าเลี้ยงชีพที่สมควรแก่พยาน สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน เป็นต้น (พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2565)
ทั้งนี้ การดำเนินการอันเกี่ยวกับการคุ้มครองช่วยเหลือพยานและที่เกี่ยวเนื่องกับการคุ้มครองช่วยเหลือพยานตามระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าด้วยการคุ้มครองช่วยเหลือพยาน พ.ศ. 2562 ให้ดำเนินการเป็นการลับ (ระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าด้วยการคุ้มครองช่วยเหลือพยาน พ.ศ. 2562 ข้อ 6) และต้องได้รับความยินยอมจากผู้ที่จะได้รับความคุ้มครองหรือช่วยเหลือก่อน (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 131 วรรคสอง) นอกจากนี้ บุคคลใดซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดกับเจ้าพนักงานของรัฐ ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติกันไว้เป็นพยาน ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองช่วยเหลือทั้งด้านความปลอดภัย และด้านการปฏิบัติงานในหน้าที่ด้วย (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 135)
---------------
กรณีศึกษา คุ้มครองช่วยเหลือพยานถูกข่มขู่คุกคามและถูกกลั่นแกล้ง
นางสาว ก. ผู้กล่าวหาซึ่งเป็นผู้ร้องขอคุ้มครองช่วยเหลือพยาน ถูกข่มขู่คุกคามและถูกกลั่นแกล้งจากผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาหลายประการ (เป็นผลสืบเนื่องจากการกล่าวหาร้องเรียนการทุจริตมายังสำนักงาน ป.ป.ช.) เช่น มีการใช้ตะปูเรือใบวางไว้ใกล้ล้อรถยนต์ของนางสาว ก. ที่จอดอยู่ในที่ทำงาน การใช้อาวุธปืนยิงไปยังอาคารห้องประชุมซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกับที่ทำงานเพื่อข่มขู่นางสาว ก. ส่งคนสะกดรอยติดตาม นางสาว ก. ขณะเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน พูดจาข่มขู่ว่าจะทำร้ายด้วยวิธีการต่างๆ ใช้อำนาจกลั่นแกล้งในการปฏิบัติงานในหน้าที่ สร้างสถานการณ์ให้เพื่อนร่วมงานเข้าใจผิดว่า นางสาว ก. ทำงานล่าช้าจนทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ เป็นต้น
เมื่อสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับคำร้องขอคุ้มครองช่วยเหลือพยานจึงได้ดำเนินการบันทึกปากคำและความยินยอมของนางสาว ก. ตลอดจนตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีพฤติการณ์ตามที่นางสาว ก. กล่าวอ้างจริง คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้ความคุ้มครองด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติงานในหน้าที่แก่นางสาว ก. โดยการประสานไปยังสำนักงานคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อดำเนินการคุ้มครองความปลอดภัยแก่นางสาว ก. และสำนักงานคุ้มครองพยานได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อดำเนินการคุ้มครองความปลอดภัยแก่นางสาว ก. เช่น จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ที่ผู้ร้องขอพักอาศัยในการตรวจตราสถานที่ทำงานของ นางสาว ก. และดูแลความปลอดภัยแก่ นางสาว ก. ขณะเดินทางจากที่ทำงานไปยังที่พักอาศัย และจากที่พักอาศัยไปยังที่ทำงาน เป็นต้น ส่วนการคุ้มครองการปฏิบัติงานในหน้าที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ประสานความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดให้กำกับดูแลผู้บังคับบัญชาของนางสาว ก. ให้กำกับดูแลผู้ร้องขอด้วยความเป็นธรรม และยึดหลักกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อบัญญัติ ประกาศ หรือคำสั่งของทางราชการ รวมทั้งจริยธรรมต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด โดยต่อมา สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการย้าย นางสาว ก. ไปปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐอื่น
---------------
กรณีศึกษา คุ้มครองช่วยเหลือพยาน ถูกข่มขู่คุกคามและถูกกลั่นแกล้ง
นาย ข. ผู้กล่าวหาซึ่งเป็นผู้ร้องขอคุ้มครองช่วยเหลือพยาน ถูกผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้ง โดยการใช้อิทธิพลของตนเองรวบรวมรายชื่อประชาชนในพื้นที่ เพื่อร้องเรียนการปฏิบัติงานของนาย ข. อันเป็นเหตุให้ นาย ข. อาจถูกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่ห่างไกลจากภูมิลำเนา (เป็นผลสืบเนื่องจากการกล่าวหาร้องเรียนการทุจริตมายังสำนักงาน ป.ป.ช.)
เมื่อสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับคำร้องขอคุ้มครองช่วยเหลือพยาน จึงได้ดำเนินการบันทึกปากคำและความยินยอมของนาย ข. ตลอดจนตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีพฤติการณ์ตามที่นาย ข. กล่าวอ้างจริง คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติคุ้มครองการปฏิบัติงานในหน้าที่แก่นาย ข. โดยได้ประสานการปฏิบัติงานไปยังหน่วยงานที่เป็นต้นสังกัดของนาย ข. เพื่อขอความร่วมมือในการพิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่นาย ข. เกี่ยวกับการย้ายออกนอกพื้นที่ และขอความร่วมมือในการกำกับ ดูแล ควบคุมและสั่งการ ให้ผู้บังคับบัญชาของนาย ข. ปฏิบัติกับ นาย ข. โดยยึดหลักกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อบัญญัติ ประกาศ หรือคำสั่งของทางราชการ รวมทั้งจริยธรรมต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด