จากไชต์: สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ
จำนวนผู้เข้าชม: 23
📍 เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต‼
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 103 และประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2568 ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568
เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดำรงตำแหน่งตามประกาศฯ มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน
📌 ยื่นแสดงรายการ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
🗓 ยื่นได้ตั้งแต่ 2 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2568
👉 ช่องทางยื่น 3 วิธี : ระบบอิเล็กทรอนิกส์ / ยื่นด้วยตนเอง / ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
-------------------------------------------------
📍 เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต‼
💡รู้หรือไม่ว่า... ผู้ดำรงตำแหน่งบางประเภท “มีหน้าที่ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน” ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อสร้างความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ 🕵️♂️✨
มาดูกันว่า... ใครบ้างที่เข้าข่าย “ต้องเปิดเผยสำเนาบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน” และเอกสารประกอบตามที่กฎหมายกำหนด 📑👇
"ผู้มีหน้าที่ต้องเปิดเผยสำเนาบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ"
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องเปิดเผยสำเนาบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน
และเอกสารประกอบ ของผู้ดำรงตำแหน่ง ดังต่อไปนี้
(1) ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
และสมาชิกวุฒิสภา
(2) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
(3) ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
(4) ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง เช่น ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับ กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ปลักกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพสำหรับข้าราชการทหาร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดกรุงเทพมหานคร กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หัวหน้าหน่วยงาน
ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่หมายรวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นต้น
(5) ผู้บริหารท้องถิ่น และรองผู้บริหารท้องถิ่น ได้แก่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา รองนายกเมืองพัทยา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี (เทศบาลนคร เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล) และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล
-------------------------------------------------
📍 เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต‼
รู้หรือไม่? … เมื่อผู้ต้องหาคดีทุจริตหลบหนีออกนอกประเทศ เจ้าหน้าที่จะมีขั้นตอนการติดตามและดำเนินการตามกฎหมายอย่างไรบ้าง และมีอุปสรรคอะไรที่ทำให้การติดตามเป็นไปได้ยาก?
มาทำความเข้าใจไปพร้อมกันกับอินโฟกราฟิกชุดนี้จากสำนักงาน ป.ป.ช.
1. ขั้นตอนในการดำเนินการติดตามบุคคลตามหมายจับกรณีหลบหนีไปต่างประเทศ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตำแหน่งนักสืบสวนคดีทุจริตและเจ้าพนักงานสืบสวนคดีทุจริตดำเนินการสืบสวนติดตามบุคคลตามหมายจับแล้วปรากฎข้อมูลทางการสืบสวนว่า บุคคลตามหมายจับหลบหนีออกนอกราชอาณาจักรหรือไปต่างประเทศ พนักงานเจ้าหน้าที่ตำแหน่งนักสืบสวนคดีทุจริตและเจ้าพนักงานสืบสวนคดีทุจริตจะดำเนินการ ดังนี้
1.1 ทำหนังสือประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ขอทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเดินทางเข้าและออกนอกประเทศของบุคคลตามหมายจับ และขอให้บันทึกข้อมูลของบุคคลตามหมายจับลงในระบบบัญชีบุคคลต้องห้ามเดินทางเข้า - ออกประเทศ ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองต่อไป
1.2 เมื่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางเข้าและออกนอกประเทศของบุคคลตามหมายจับมาให้สำนักงาน ป.ป.ช. แล้ว และปรากฏข้อมูลว่า บุคคลตามหมายจับเดินทางออกไปต่างประเทศและยังไม่เดินทางกลับเข้ามาในประเทศจริง สำนักงาน ป.ป.ช. จะประสานขอความอนุเคราะห์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อมูลของบุคคลตามหมายจับ ว่ามีถิ่นพำนักหรือมีการเดินทางเข้า - ออกประเทศที่เกี่ยวข้องตามที่ปรากฏข้อมูลทางการสืบสวนหรือไม่ อย่างไร เพื่อจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป
1.3 กรณีที่หน่วยงานในสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบพบว่า บุคคลตามหมายจับกำลังจะเดินทางเข้า - ออกประเทศ หรือสามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองต่าง ๆ ก็จะประสานมายังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อให้ไปร่วมจับกุมหรือรับตัวบุคคลตามหมายจับ (แล้วแต่กรณี) เพื่อนำตัวบุคคลตามหมายจับไปส่งยังสถานที่ตามที่ระบุไว้ในหมายจับต่อไป แต่กรณีที่ไม่พบตัวบุคคลตามหมายจับเดินทางเข้า - ออกประเทศ ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองต่าง ๆ และสำนักกิจการและคดีทุจริตระหว่างประเทศแจ้งผลการตรวจสอบข้อมูลของบุคคลตามหมายจับให้ทราบว่า พบถิ่นที่อยู่ของบุคคลตามหมายจับในต่างประเทศ สำนักงาน ป.ป.ช. ก็จะมีหนังสือประสานไปยังอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นผู้ประสานงานกลางที่มีอำนาจหน้าที่ประสานงานการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อนำตัวบุคคลตามหมายจับมาฟ้องคดีต่อศาลต่อไป
2. ข้อขัดข้อง หรือปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการติดตามบุคคลตามหมายจับกรณีหลบหนีไปต่างประเทศ ได้รับแจ้งจากสำนักงานอัยการสูงสุดว่า ในการร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน นั้น จะต้องทราบพิกัดที่อยู่ของบุคคลตามหมายจับในต่างประเทศที่ชัดเจนถึงขนาดทราบบ้านเลขที่ของที่พักอาศัยหรือสถานที่ทำงาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศดังกล่าวลงพื้นที่ไปจับกุมบุคคลตามหมายจับได้ทันที ถ้าทราบที่อยู่กว้าง ๆ ว่า บุคคลตามหมายจับพักอาศัยหรือทำงานอยู่เมืองใด ประเทศใด ยังไม่สามารถร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ ดังนั้น หากทางการสืบสวนยังไม่ทราบพิกัดที่อยู่ของบุคคลตามหมายจับในต่างประเทศที่ชัดเจนถึงขนาดทราบบ้านเลขที่ของที่พักอาศัยหรือสถานที่ทำงานของบุคคลตามหมายจับ ก็ไม่สามารถร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ จึงเป็นข้อขัดข้อง หรือปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการติดตามบุคคตามหมายจับกรณีหลบหนีไปต่างประเทศเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ หากบุคคลใดมีข้อมูลหรือเบาะแสของบุคคลตามหมายจับที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่หลบหนีไปต่างประเทศ สามารถแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสมายังสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ ทางโทรศัพท์ หมายเลข 0-2528-4800 ต่อ 1601, 1602
-------------------------------------------------
📍 เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต‼
“เงินหลวง” หรือ “งบประมาณแผ่นดิน” คือเงินที่ได้มาจากภาษีของประชาชน
การบริหารประเทศเป้าหมายสำคัญ คือ ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข โดยใช้งบประมาณแผ่นดินที่ได้จากภาษีซึ่งเก็บมาจากประชาชนใช้ในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์ของชาติและของประชาชนเป็นสำคัญ โดยการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินจึงมีระเบียบกฎหมายกำกับควบคุมอย่างรัดกุม เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง และช่วยให้การพัฒนาประเทศบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งนอกเหนือจากระเบียบกฎหมายแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นผู้ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินจะต้องมีสำนึกที่ดีมุ่งประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก
แต่ในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินจะพบว่า ยังคงมีปัญหาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนใช้โอกาสจากตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองและพวกพ้องอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้งบประมาณแผ่นดิน ไม่สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สูญเสียโอกาสการพัฒนาประเทศในการแข่งขันกับนานาประเทศอย่างน่าเสียดาย
สำนึกที่สำคัญประการหนึ่งของการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐคือการที่ต้องคำนึงอยู่เสมอว่าประโยชน์ส่วนรวมต้องมาก่อนประโยชน์ส่วนตนเสมอ ซึ่งนอกจากจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมประเทศชาติแล้ว ยังเป็นเกราะป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ปลอดจากความผิดทั้งทางวินัยและทางอาญาได้ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ในการคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมให้ชัดเจน
-------------------------------------------------
📍เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต‼️
วันนี้ขอนำเสนอกรณีศึกษาในประเด็น “การเรียกรับเงินในการออกใบรับรองปลอดศัตรูพืชจากผู้ประกอบการ” ซึ่งเป็นคดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด และส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องต่อศาล จนคดีถึงที่สุดแล้ว
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ว่าการกระทำเพียงครั้งเดียวสามารถนำไปสู่บทลงโทษและผลกระทบที่ร้ายแรงได้ รายละเอียดของคดีจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันได้เลยครับ
ขณะจำเลยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 6 ทำหน้าที่หัวหน้าด่านตรวจพืชท่าเรือ ก. มีหน้าที่ตรวจสินค้าและลงนามในใบรับรองปลอดศัตรูพืช ให้แก่บริษัทหรือผู้ประกอบการที่จะส่งสินค้าเกษตรออกนอกประเทศ ในการออกใบรับรองปลอดศัตรูพืชและต้องชำระค่าธรรมเนียมและค่าตรวจสอบศัตรูพืช ในระหว่างเดือนมีนาคม 2548 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2549 ได้เรียกรับเงินจากนาง น. ผู้จัดการบริษัท จ. ที่ยื่นคำขอใบรับรองปลอดศัตรูพืช จำนวน 182 ฉบับ จำนวน 8 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,236,650 บาท ซึ่งได้เสียเป็นค่าธรรมเนียม 9,100 บาท และค่าป่วยการ 10,920 บาท รวมเป็นเงิน 20,020 บาท เท่านั้น จึงมีเงินที่เป็นส่วนต่าง 1,216,630 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองโดยมิชอบเพื่อออกใบรับรองปลอดศัตรูพืชให้แก่บริษัท จ.
ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 จำคุก 5 ปี
**มาตรา 149 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล
เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือ
ไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึง
ยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต
*คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 คดีหมายเลขดำที่ อท 4/2563 คดีหมายเลขแดงที่ อท 3/2564
--------------------------------------------
28 พฤศจิกายน 2025
·
📍เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต ‼️
วันนี้พบกับเรื่องราวของกรณีศึกษาการทุจริต ซึ่งในวันนี้เป็นเรื่องราวการตรวจรับงาน และเบิกจ่ายค่าจ้างให้กับผู้รับจ้าง ทั้งที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรไปติดตามได้เลยครับ
"ตรวจรับงาน และเบิกจ่ายค่าจ้างให้กับผู้รับจ้าง ทั้งที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ"
เทศบาลตำบล A ได้รับจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนเฉพาะกิจจากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างระบบประปา ซึ่งได้ดำเนินการจัดจ้างไปแล้วและยังคงเหลือเงินอยู่บางส่วน ต่อมาทางจังหวัดได้แจ้งให้เทศบาลตำบล A ทำโครงการขอใช้เงินงบประมาณที่เหลือ โดยโครงการที่เสนอขอใช้เงินต้องเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องเป็นประโยชน์กับระบบประปา เทศบาลตำบล A จึงได้เสนอโครงการขุดลอกขยายสระน้ำดิบ ผลการสอบราคาปรากฏว่า ร้าน ก. เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด และได้ทำสัญญากับเทศบาลตำบล A โดยกำหนดสัญญาจ้างเป็นระยะเวลา 180 วัน
ในเดือนที่ 3 นับแต่เดือนที่เริ่มสัญญา ผู้ควบคุมงานจำนวน 3 คน ได้ร่วมกันจัดทำรายงานประจำวัน ระบุผลงานก่อสร้างโดยมีผลงานสะสมของงานขุดลอกจำนวน 65 % แต่ไม่ได้ระบุสัดส่วนของผลงานรวมว่ามีเท่าใด และระบุปัญหาอุปสรรคว่าเนื่องจากมีน้ำจากแม่น้ำสายหลักในพื้นที่เอ่อล้นเข้ามาในบริเวณขุดลอกทำให้ไม่สามารถขุดลอกคันดินกั้นน้ำออกได้ ร้าน ก จึงได้มีหนังสือส่งมอบงานจ้างมายังเทศบาลตำบล A โดยระบุว่าได้ทำการตามสัญญาเสร็จเรียบร้อยตามรูปแบบรายงานและรายละเอียดทุกประการ และขอให้คณะกรรมการตรวจการจ้างไปทำการตรวจงานที่รับจ้าง ซึ่งนาย ค. นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบล A พิจารณาแล้วเห็นควรให้ดำเนินการ
ต่อมาคณะกรรมการตรวจรับการจ้างได้ร่วมกันจัดทำใบตรวจรับงานจ้างเหมา โดยรับรองว่าผู้รับจ้างได้ทำงานจ้างงวดสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยตามรูปแบบที่กำหนดแล้ว สมควรจ่ายเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายให้แก่ผู้รับจ้างต่อไปซึ่งนาย ค. ได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้างและมีหนังสือขอเบิกเงินค่าก่อสร้างโครงการดังกล่าว พร้อมส่งสำเนาหลักฐานการตรวจรับการจ้างของคณะกรรมการตรวจรับการจ้างไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
1) การกระทำของ นาย ค. ผู้บริหารท้องถิ่น มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, มาตรา 157 และมาตรา 162 (2)
2) การกระทำของคณะกรรมการตรวจรับการจ้าง และผู้ควบคุมงาน ที่เป็นพนักงานเทศบาลตำบล A มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, มาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83
3) การกระทำของกรรมการตรวจรับการจ้างที่แต่งตั้งจากประธานชุมชน มีมูลความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, มาตรา 162 (1)(4) ประกอบมาตรา 86 เช่นเดียวกับผู้รับจ้าง ส่วนผู้ควบคุมงานที่เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, มาตรา 162 (1)(4) ประกอบมาตรา 86